By clicking “Accept All Cookies”, you agree to the storing of cookies on your device to enhance site navigation, analyze site usage, and assist in our marketing efforts.
Cookies Settings
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโต ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียต่อ BPP ในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อีกทั้งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกได้ร่วมมือกันเพื่อมุ่งควบคุมการเพิ่มของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายใต้กรอบข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ส่งผลให้นโยบายและกฎหมายด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลายประเทศมีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของผู้มีส่วนได้เสียต่อการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเติบโต ดังนั้น การกำหนดทิศทางและกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กร และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในระยะยาว 

 

เป้าหมายปี 2568

  • อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 0.549 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/เมกะวัตต์-ชั่วโมง
    • โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมไม่เกิน 0.676 ตัน CO2e/เมกะวัตต์ – ชั่วโมง
    • โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติไม่เกิน 0.441 ตัน CO2e/เมกะวัตต์ – ชั่วโมง
  • มีสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ภายในปี 2573

 

แนวทางการบริหารจัดการ

BPP ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแนวทางของ IFRS S2 โดย The International Sustainability Standards Board (ISSB) ซึ่งครอบคลุม ด้าน ได้แก่ 

1. การกำกับดูแล 

BPP กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับกรรมการ ระดับบริหาร และระดับปฏิบัติการ เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 

 ค่าตอบแทนผู้บริหารที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

BPP กำหนดให้อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กำหนดให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานหลัก (KPI) สำหรับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง โดยมีการประเมินผลปีละ ครั้ง และนำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาค่าตอบแทนผู้บริหาร เพื่อสร้างแรงจูงใจในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 

2. กลยุทธ์  

BPP ดำเนินการประเมินความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีขอบเขตครอบคลุมการลงทุนในทุกหน่วยธุรกิจซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนที่มีนัยสำคัญ หรือมากกว่าร้อยละ 30 และกำหนดกรอบเวลาของผลกระทบความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น ระยะ ดังนี้ 

  • ระยะสั้น 0-1 ปี หรือ ภายในปี 2025-2026 
  • ระยะกลาง 1-5 ปี หรือ ภายในปี 2030 
  • ระยะยาว มากกว่า ปี หรือ ภายในปี 2050 

นอกจากนี้ BPP ใช้สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกับกลุ่มบ้านปู อ้างอิงจาก International Energy Agency (IEA) เพื่อประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยความเสี่ยงด้านกายภาพใช้ RCP 8.5 และ RCP 2.6 สำหรับความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านใช้สถานการณ์ตามคำมั่นที่ประกาศไว้ (Announced Pledge scenario) และ สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero Emissions by 2050) 

การประเมินความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

แผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 

BPP วางแผนกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน Pioneering Energy, Empowering Tomorrow บุกเบิกนวัตกรรมพลังงาน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของกลุ่มบ้านปูภายในปี 2593 โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุนและรักษาผลการดำเนินงานของสินทรัพย์เดิม ควบคู่กับการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและธุรกิจด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง รองรับการเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งไม่ลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและลดสัดส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินอย่างเป็นรูปธรรม และการบริหารจัดการสินทรัพย์จนสิ้นสุดโครงการอย่างมีความรับผิดชอบ 

3. การบริหารความเสี่ยง  

BPP บูรณาการการบริหารความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1) กำหนดวัตถุประสงค์ ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร ครอบคลุมทั้งระยะสั้น (0-1 ปี) ระยะกลาง (1-5 ปี) และระยะยาว (มากกว่า 5 ปี) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

2) ระบุความเสี่ยง โดยระบุความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผนวกเข้ากับความเสี่ยงประเภทต่างๆ ขององค์กร ได้แก่ 

      • ความเสี่ยงและโอกาสด้านกายภาพ: ความเสี่ยงด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว อุทกภัย พายุ การขาดแคลนน้ำ เป็นต้น ซึ่งจัดอยู่ในความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน  
      • ความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนผ่าน: ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจัดอยู่ในความเสี่ยงด้านกลยุทธ์  

3) ประเมินความเสี่ยง ใช้ Risk Matrix แบบ 5×5 โดยพิจารณาจากระดับโอกาสเกิด และระดับผลกระทบ ตามมาตรฐานเดียวกับการประเมินความเสี่ยงชององค์กร

4) ตอบสนองความเสี่ยง หน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องจำดำเนินการกำหนดมาตรการควบคุมและจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และรายงานผลให้ฝ่ายความยั่งยืนและบริหารความเสี่ยงนำมารวบรวมและบริหารจัดการในระดับองค์กรต่อไป เช่น  

      • การนำระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เข้ามาใช้ในในการเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การดำเนินธุรกิจต้องหยุดชะงักจากภัยธรรมชาติ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องหรือฟื้นคืนการดำเนินงานได้ในระยะเวลารวดเร็ว สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการได้ตามความคาดหวังของลูกค้า โดยจัดการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอและได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการบริหารความต่อเนื่องธุรกิจ (Business Continuity Management System: ISO 22301) 
      • การติดตามตรวจสอบ และคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ทั้งในระดับท้องถิ่นและจากหน่วยงานกลาง เพื่อที่จะสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มข้นมากขึ้น และมองหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่ภาครัฐให้การสนับสนุนมากขึ้น 
      • การกำหนดราคาคาร์บอน เพื่อใช้ในกระบวนการตัดสินใจการลงทุนในโครงการต่าง ๆ โดยการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กรนี้ใช้เป็นราคากลาง (shadow price) ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ Scope 2)  

5) ติดตามและรายงานความเสี่ยง ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนและบริหารความเสี่ยงรายงานแผนการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการ ESG ทุกไตรมาส เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมีความเหมาะสมและทันต่อการเปลี่ยนแปลง  

 

4. ตัวชี้วัดและเป้าหมาย  

BPP รวมรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะธุรกิจที่ BPP มีอำนาจในการบริหารจัดการโดยตรง โดยใช้ค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) อ้างอิงตาม Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) Fifth Assessment Report (AR5) โดยค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission factors) อ้างอิงตาม A Corporate Accounting and Reporting Standard (Revised Edition) และค่าสัมประสิทธิ์เฉพาะในกรณีที่มีค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะสำหรับภูมิภาค ทั้งนี้ก๊าซที่ใช้ในการคำนวณประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) 

เนื่องด้วย BPP ดำเนินธุรกิจการผลิตไฟฟ้าและพลังงาน จึงมีปริมาณการใช้พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ BPP จึงมุ่งเน้นการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) จากการใช้เชื้อเพลิงเป็นหลัก ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 99 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด  

BPP กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ Scope 2) ภายใต้สมมติฐานหากว่ามีปริมาณการผลิตเทียบเท่ากับปีฐาน 2566 จะสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ดังนี้ 

  • เป้าหมายระยะสั้น (ปี 2569): อัตราการปล่อยก๊าซเรือกกระจก 0.459 ตัน CO2e/เมกะวัตต์-ชั่วโมง หรือลดลงร้อยละ จากปีฐาน ซึ่งคิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลง 57,716.83 ตัน CO2e  
  • เป้าหมายระยะกลาง (ปี 2573): อัตราการปล่อยก๊าซเรือกกระจก 0.441 ตัน CO2e/เมกะวัตต์-ชั่วโมง หรือลดลงร้อยละ จากปีฐาน ซึ่งคิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลง 265,497.40 ตัน CO2e  
  • เป้าหมายระยะยาว (ปี 2593): บริษัทฯ มีแผนควบรวมกิจการกับกลุ่มบ้านปูภายในปี 2569 ซึ่งส่งผลให้การกำหนดเป้าหมายระยะยาวด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มบ้านปู คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการจัดทำแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในระยะยาว รวมถึงการพัฒนาแนวทางและวิธีการคำนวณที่เหมาะสม เพื่อรองรับการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ สมมติฐานที่เกี่ยวข้อง และแนวปฏิบัติสากล 

 

ผลการดำเนินงานในปี 2568

  • BPP มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1&2) 0.418 ตัน CO2e/เมกะวัตต์–ชั่วโมง ซึ่งดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 23.9 โดยมีค่าเป้าหมายที่ไม่เกิน 0.549 ตัน CO2e/เมกะวัตต์ – ชั่วโมง สะท้อนถึงการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ทั้งนี้ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) จำนวน 5,537,335 ตัน CO2e และก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) จำนวน 5,222 ตัน CO2e 
    • โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในจีน มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.474 ตัน CO2e/เมกะวัตต์–ชั่วโมง ซึ่งดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 29.9 โดยมีค่าเป้าหมายที่ไม่เกิน 0.676 ตัน CO2e/เมกะวัตต์ – ชั่วโมง เนื่องจากบริษัทฯ ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการนวัตกรรมหลายโครงการ เช่น โครงการลดการสูญเสียการใช้พลังงานและน้ำในระบบ โครงการปรับปรุงหม้อไอน้ำให้สามารถเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนที่หลากหลายขึ้น โครงการการเผาชีวมวลร่วมกับถ่านหินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น รวมถึงกฎการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emissions Allowance: CEA) โดยในปีที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในจีนทุกแห่ง สามารถควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ภาครัฐกำหนด และได้ขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก CEA รวมทั้งหมด 258,800 ตัน CO2คิดเป็นรายได้ 20.17 ล้านหยวน 
    • โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1&2) 0.378 ตัน CO2e/เมกะวัตต์–ชั่วโมง ซึ่งดีกว่าเป้าหมายร้อยละ 14.3 โดยมีค่าเป้าหมายที่ไม่เกิน 0.441 ตัน CO2e/เมกะวัตต์ – ชั่วโมง เนื่องจากโรงไฟฟ้าได้มีการบริหารจัดการและการซ่อมบำรุงประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะลดความสูญเสียการใช้พลังงานและน้ำในระบบการผลิต รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • สัดส่วน EBITDA ร้อยละ 38 จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 11 โดยตั้งเป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ภายในปี 2573 
  • ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566 และเป้าหมายอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2569-2573 ตามประเภทของโรงไฟฟ้า เพื่อวัดผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม  
  • ลงทุนในธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ในโครงการโตโนะ กำลังการผลิต 58 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ในญี่ปุ่น ภายใต้บริษัทบ้านปู เน็กซ์ โดยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายน 2568  
  • ร่วมทุนกับ BKG Holdings Corporation ผ่านบ้านปู เน็กซ์ เพื่อพัฒนาและลงทุนในโครงการโซลาร์รูฟท็อปในเวียดนาม โดยตั้งเป้าหมายในระยะแรกไม่น้อยกว่า 390 เมกะวัตต์ 
  • ลงทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์มจินหู เฉียนเฟิง ตั้งอยู่ที่มณฑลเจียงชู ในจีน มีกำลังผลิต 120 เมกะวัตต์ เป็นโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ติดตั้งแบตเตอรี่ ตั้งอยู่บนพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการพลังงานสูง และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569 
  • ลงทุนในเทคโนโลยี CCUS โครงการ Cotton Cove ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยมีสัดส่วนในการลงทุนร้อยละ 49 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2569 

 

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3) 

BPP ได้ประเมินการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เกณฑ์ตามมาตรฐานการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของ World Resource Institute (WRI) เพื่อใช้พิจารณาความเกี่ยวข้องของกิจกรรม 15 หมวด โดยในปี 256ได้คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ (Scope 3) รวม 13,640,488 ตัน CO2e จากกิจกรรมดังต่อไปนี้ 

กิจกรรม ความเกี่ยวข้องกับบริษัท ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

(ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)

การคำนวณ
หมวดที่ 1 สินค้าและบริการนำเข้า เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดหา การผลิต ของวัตถุดิบ สารเคมีที่ใช้ในโรงไฟฟ้า และงานจัดจ้างผู้รับเหมา

 

ไม่มีการคำนวณ เนื่องจากคิดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น
หมวดที่ 2 สินทรัพย์ประเภททุน เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดหา การผลิตของสินค้าทุน เช่น เครื่องจักร อะไหล่ ยานพาหนะ และวัสดุก่อสร้างที่ใช้ในโรงไฟฟ้า และสำนักงาน

 

240,254 
  • คำนวณแบบ Spend-based
  • ข้อมูลค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการที่ถูกจัดซื้อและจัดจ้างโดยองค์กร
  • ค่าสัมประสิทธิ์จากฐานข้อมูลของแบบจำลองผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากปัจจัยการผลิตและผลผลิต Environmentally Extended Input-Output (EEIO)
หมวดที่ 3 กิจกรรมเกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดหา การผลิต ของสินค้าทุน เช่น คอมพิวเตอร์ในสำนักงาน  1,060,459 
  • คำนวณแบบ Average-data
  • ข้อมูลปริมาณเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่ซื้อเข้ามาเพื่อการผลิต
  • ค่าสัมประสิทธิ์จาก UK Government GHG Conversion Factors for Company Reporting และ
    IEA Life Cycle Upstream Emission Factors 2023 (Pilot Edition)
  • ไม่รวมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พอนเดอร์ เนื่องจากโรงไฟฟ้ามีการซื้อไฟฟ้าเข้ามาใช้ในปริมาณน้อยมา
หมวดที่ 4 การขนส่งและกระจายสินค้านำเข้า เกี่ยวข้องกับการขนส่งวัตถุดิบ และเครื่องจักรในโรงไฟฟ้าโดยคู่ค้าหรือผู้รับเหมา ไม่มีการคำนวณ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจัดส่งทางท่อ และเชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมัน มาจากคู่ค้าที่หลากหลาย คิดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น
หมวดที่ 5 ของเสียที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียจากการผลิต ไม่มีการคำนวณ เนื่องจากคิดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น
หมวดที่ 6 การเดินทางเพื่อธุรกิจ เกี่ยวข้องกับการเดินทางเพื่อธุรกิจของพนักงานโดยเครื่องบิน รถไฟ และรถยนต์ ไม่มีการคำนวณ เนื่องจากคิดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น
หมวดที่ 7 การเดินทางของพนักงาน เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปกลับของพนักงานจากที่ทำงานด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือระบบขนส่งสาธารณะ ไม่มีการคำนวณ เนื่องจากคิดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น
หมวดที่ 8 สินทรัพย์ที่เช่ามา บริษัทไม่มีสินทรัพย์ที่เช่ามาที่เกี่ยวข้องกับการผลิต มีเพียงการเช่าพื้นที่สำนักงาน ไม่มีการคำนวณ เนื่องจากคิดเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น
หมวดที่ 9 การขนส่งและกระจายสินค้าส่งออก ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ได้เป็นเจ้าของสายส่งไฟฟ้า บริษัทฯอยู่ระหว่างการก่อสร้างส่วนขยายท่อส่งไอน้ำของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมโจวผิงในช่วงปลายปี 2568 
หมวดที่ 10 การแปรรูปสินค้าที่จำหน่าย ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสินค้าของบริษัทอยู่ในรูปของพลังงาน เช่น ไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำร้อนจึงไม่มีกระบวนการแปรรูปสินค้า
หมวดที่ 11 การใช้สินค้าที่จำหน่าย เนื่องจากสินค้าของบริษัทอยู่ในรูปของพลังงาน เช่น ไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำร้อน การใช้พลังงานของลูกค้า จึงเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) ของลูกค้า
หมวดที่ 12 การกำจัดซากสินค้าที่จำหน่าย ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสินค้าบริษัทอยู่ในรูปของพลังงาน เช่น ไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำร้อน จึงไม่มีกระบวนการกำจัดซากผลิตภัณฑ์
หมวดที่ 13 สินทรัพย์ที่ให้เช่า ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากบริษัทไม่ได้ดำเนินธุรกิจให้บริการเช่าสินทรัพย์ และไม่มีสินทรัพย์ให้ผู้อื่นมาเช่า
หมวดที่ 14 การดำเนินธุรกิจของแฟรนไชส์ ไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากบริษัทไม่ได้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์
หมวดที่ 15 การลงทุน เกี่ยวข้องกับการลงทุนในบริษัทร่วมทุน ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี โรงไฟฟ้าเอชพีซี โรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง และบ้านปู เน็กซ์  12,339,775 
  • คำนวณแบบ investment-specific 
  • ข้อมูลการปล่อยก๊าซ Scope 1 และ ของบริษัทที่ BPP ลงทุน และสัดส่วนการถือครองของ BPP 

หมายเหตุ ข้อมูล ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งข้อมูลหมวดที่ 15 ซึ่งต้องรวบรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากบริษัทร่วมทุน อยู่ในระหว่างการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอ 

 

ตัวอย่างกิจกรรมและโครงการที่สำคัญ

สถานการณ์ที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

BPP ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่าน (Transition risk) และความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical risk) โดยใช้สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อ้างอิงจาก International Energy Agency (IEA) ได้แก่

ด้านการเปลี่ยนผ่าน
สถานการณ์ สถานการณ์ตามคำมั่นที่ประกาศไว้

(Announced Pledge scenario)

สถานการณ์การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

(NZE emission by 2050)

คำอธิบาย สถานการณ์ที่คำมั่นสัญญาทั้งหมดที่รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกได้ประกาศไว้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2023 (พ.ศ. 2566) รวมถึง Nationally Determined Contributions (NDCs) และ เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Targets) ระยะยาว ได้รับการดำเนินการครบถ้วนและตรงตามกำหนดเวลา สถานการณ์ที่กำหนดให้ภาคพลังงานทั่วโลกบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) โดยไม่พึ่งพาการลดการปล่อยก๊าซจากภาคส่วนอื่นนอกเหนือจากภาคพลังงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ระดับอุณหภูมิที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น 2.6 °C ในปี 2100 (พ.ศ.2643) 1.5 °C ในปี 2100 (พ.ศ.2643)

 

ด้านกายภาพ
สถานการณ์ RCP 8.5 RCP 2.6
คำอธิบาย
  • พลังงานความร้อนต่อพื้นที่ (Radiative forcing) เฉลี่ยที่พื้นผิวโลกเท่ากับ 8.5 วัตต์ต่อตารางเมตร
  • มีความพยายามในระดับต่ำในการ Decarbonization
  • เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่มีความรุนแรงสูงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
  • พลังงานความร้อนต่อพื้นที่เฉลี่ยที่พื้นผิวโลก เท่ากับ 2.6 วัตต์ต่อตารางเมตร
  • มีความพยายามในระดับสูงในการ Decarbonization
  • เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่มีความรุนแรงปานกลางและเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง
ระดับอุณหภูมิที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น 4.3 °C ในปี 2050 (พ.ศ. 2593) 1.6 °C ในปี 2050 (พ.ศ. 2593)

การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร

การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ได้ถูกรวมเข้ากับกระบวนการประเมินธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ เพื่อส่งเสริมการลงทุนที่มีคาร์บอนต่ำ และกำหนดแนวทางกลยุทธ์รวมถึงการวางแผนทางการเงินขององค์กร การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กรนี้ใช้เป็นราคากลาง (shadow price) ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม (Scope 1 และ Scope 2)

  • ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา: 2 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ตัน CO2e
  • ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว: 15 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ตัน CO2e

ราคาคาร์บอนภายในองค์กรนี้จะถูกนำไปใช้ใน กระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ

 

โอกาสทางการตลาด 

BPP มุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้พลังงานของโลก แสวงหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนที่ใช้เทคโนโลยีที่มีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพสูงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับพัฒนาโอกาสในการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต มุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และนวัตกรรมด้านพลังงาน เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์ม และธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าเป็นต้น

นอกจากนี้ BPP เสริมสร้างความร่วมมือภายในกลุ่มบ้านปู โดยใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงการเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการแบ่งปันองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน

 

ความสำเร็จที่สำคัญ 

  • กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการลงทุนรวม 3,608 เมกะวัตต์เทียบเท่า ซึ่งมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 3,174 เมกะวัตต์เทียบเท่า และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 434 เมกะวัตต์
  • ลงทุนในธุรกิจซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในสหรัฐฯ BPPUS Power Trading โดยเริ่มต้นจากการซื้อขายสิทธิรายได้จากความแออัดของระบบส่งไฟฟ้า (Congestion Revenue Rights: CRR) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับบริหารความเสี่ยงจากความแออัดของระบบส่งไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรี และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจผลิตไฟฟ้า
  • ขยายเครือข่ายท่อส่งไอน้ำของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมโจวผิงในจีน เพื่อขยายฐานลูกค้าไอน้ำภาคอุตสาหกรรม
  • ประสบความสำเร็จในโครงการนำชีวมวลมาเผาร่วมกับถ่านหินที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้ง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 70,000 ตัน CO2e ต่อปี และสร้างรายได้จากการขายสิทธิ์การปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Allowance: CEA)
  • ประสบความสำเร็จในการลงทุนโครงการเมกะเมาท์ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในสหรัฐฯ

 

โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ 

Banpu Power US Corporation (BPPUS) บริษัทย่อยของ BPP ได้ลงทุนในโครงการเมกะเมาท์ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ขนาด 100 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโครงการดังกล่าวเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ CenterPoint Energy ผู้ให้บริการระบบสายส่งหลักในเมืองฮิวสตัน และจำหน่ายไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรี (Electric Reliability Council of Texas: ERCOT) ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2570

วัตถุประสงค์

  • แสวงหาโอกาสในการนำพลังงานหมุนเวียนมากักเก็บไว้ใช้ในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง

รายละเอียดการลงทุน  ประมาณ 90 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,835 ล้านบาท

ประโยชน์ต่อองค์กร

  • สร้างรายได้จากการบริหารจัดการพลังงานและการซื้อขายไฟฟ้าในตลาดเสรี
  • บริหารความเสี่ยงและสร้างสมดุลย์ของพอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ของบริษัทฯ

ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม 

  • ลดการสูญเสียของการผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวัน ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้สูงแต่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อย
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม

ประโยชน์ด้านสังคม 

  • เพิ่มประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้ารัฐเท็กซัส

 

ธุรกิจพลังงานสะอาดสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตของบ้านปู เน็กซ์ 

บ้านปู เน็กซ์ ดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและนวัตกรรมด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

  1. บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ครอบคลุมธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในโครงการระดับสาธารณูปโภค ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากส่วนต่างราคาซื้อขายในตลาดพลังงาน
  2. บริการ Net zero Solutions ให้บริการโซลูชันการจัดการพลังงานแบบครบวงจรสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจและอุตสาหกรรม ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้าน Net Zero การออกแบบและติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา บนทุ่นลอยน้ำ และบนหลังคาลานจอดรถ การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโรงงาน เช่น ระบบทำความเย็นจากส่วนกลางแบบชิลเลอร์และระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ ตลอดจนโซลูชันการขนส่งอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า โดยผสาน AI, IoT และเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  3. ธุรกิจใหม่และการลงทุน มุ่งสร้างการเติบโตผ่านการลงทุนและการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบพลังงานสะอาดและช่วยให้ลูกค้าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่ (Energy Storage System: ESS) ครอบคลุมทั้งการผลิต การจัดจำหน่าย การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล เพื่อสร้างมูลค่าในธุรกิจแบตเตอรี่ตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการลงทุนร่วมกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสในธุรกิจใหม่ในอนาคต

วัตถุประสงค์

  • สร้างการเติบโตของบริษัทฯ ในธุรกิจพลังงานสะอาดและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการใช้พลังงานในอนาคต

รายละเอียดการลงทุน 

ในปี 2568 บ้านปู เน็กซ์ ประสบความสำเร็จในการลงทุนขยายธุรกิจหลายโครงการ อาทิ

  • ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและโซลาร์บนหลังคาจอดรถ ณ ไบเทคบุรี บางนา ขนาด 4 เมกะวัตต์
  • จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนาม โดยตั้งเป้าหมายระยะแรกไม่น้อยกว่า 390 เมกะวัตต์
  • เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในโครงการโตโนะ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ในประเทศญี่ปุ่น
  • ร่วมลงทุนในโครงการโซลาร์รูฟท็อป ขนาด 227 เมกะวัตต์ ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ประเทศเวียดนาม
  • ร่วมมือกับบริษัท ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการโซลูชันฟลีทรถขนส่งไฟฟ้าแบบครบวงจรแก่ลูกค้าอุตสาหกรรม

ประโยชน์ต่อองค์กร

กำลังการผลิตของบ้านปู เน็กซ์ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568)

บริการโครงสร้างพื้นฐาน  บริการ Net Zero Solutions  ธุรกิจใหม่และการลงทุน 
  • ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 673 เมกะวัตต์
  • ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 1,150 เมกะวัตต์
  • ธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์ม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง
  • ธุรกิจระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา 319 เมกะวัตต์
  • ธุรกิจระบบจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน 41 โครงการ
  • ธุรกิจการขนส่งอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีปริมาณการขายไฟฟ้าจากสถานีชาร์จรถขนส่งไฟฟ้าสะสมรวม 4 ล้าน กิโลวัตต์ชั่วโมง
  • ธุรกิจการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า 3.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง

ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม 

  • ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อการจัดการด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน

ประโยชน์ด้านสังคม 

  • ผลิตพลังงานสะอาดและลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

 

นวัตกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมที่จีน 

BPP ได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566 ภายในปี 2573 พร้อมกำหนดเป้าหมายอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับช่วงปี 2569 - 2573 เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มบ้านปู ในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม บริษัทฯ มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและเชื้อเพลิงสะอาดในระบบการผลิต โดยดำเนินการผ่านโครงการสำคัญ ดังต่อไปนี้

ชื่อโครงการ  ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2573 
1. โครงการเผาชีวมวลร่วมกับถ่านหินที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งและโรงไฟฟ้าโจวผิง 221,691 ตัน CO2e
2. โครงการนำพลังงานความร้อนกลับมาใช้ใหม่ 10,713 ตัน CO2e
3. โครงการปรับเปลี่ยนพัดลมออกซิเดชันเพื่อลดการใช้พลังงานในหม้อไอน้ำ 102 ตัน CO2e

วัตถุประสงค์โครงการ 

  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รายละเอียดการลงทุน 

การลงทุนรวมทั้ง 3 โครงการ

  • เงินลงทุน (CAPEX) รวม: 8.754 ล้านหยวน
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX): 0.56 ล้านหยวนต่อปี

ประโยชน์ต่อองค์กร

  • ลดความเสี่ยงด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดขยายผลได้ในโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ได้ในอนาคต

ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม 

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 232,000 ตัน CO2e/ปี จากการดำเนินงานของทั้ง 3 โครงการ

ประโยชน์ด้านสังคม 

  • สนับสนุนการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

 โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าเพื่อใช้ชีวมวลร่วมกับถ่านหิน 

 

เพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและตอบสนองต่อนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนของรัฐบาลจีน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมโจวผิงได้ดำเนินโครงการนำร่องปรับปรุงระบบป้อนเชื้อเพลิงของหม้อไอน้ำถ่านหินขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพต่ำ ให้สามารถรองรับการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลร่วมกับถ่านหิน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

วัตถุประสงค์

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ลดปริมาณและต้นทุนเชื้อเพลิงถ่านหินโดยการนำชีวมวลมาใช้ทดแทนบางส่วน
  • ศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิคและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการใช้ชีวมวลเพื่อขยายผลการดำเนินงาน

รายละเอียดการลงทุน  ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบป้อนเชื้อเพลิงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล 2.28 ล้านหยวน/ปี โดยมีระยะเวลาคืนทุน 2 ปี

ประโยชน์ต่อองค์กร

  • สร้างรายได้จากการขายสิทธิ์การปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Allowance: CEA) เพิ่มขึ้น 2.1 ล้านหยวน

ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม 

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 37,500 ตัน CO2e/ปี

ประโยชน์ด้านสังคม 

  • สร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่น โดยรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า
  • ลดปัญหามลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในที่โล่ง

 

โครงการนำความร้อนจากน้ำหล่อเย็นมาใช้ประโยชน์ 

ในการผลิตไฟฟ้าตามปกติ น้ำหล่อเย็นในระบบปิดจะรับความร้อนมาจากอุปกรณ์ต่างๆ และถูกส่งไประบายความร้อนสู่บรรยากาศที่หอหล่อเย็น ส่งผลให้พลังงานความร้อนสูญเสียไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ รวมถึงเกิดการสูญเสียน้ำจากการระเหย โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมเจิ้งติ้งจึงนำ เทคโนโลยีปั๊มความร้อน มาใช้เพื่อนำความร้อนจากน้ำหล่อเย็นมาถ่ายเท และเพิ่มอุณหภูมิของน้ำจนถึงระดับที่เหมาะสม สามารถนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้าภาคครัวเรือน ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2568

วัตถุประสงค์

  • ลดการสูญเสียพลังงานความร้อนในระบบน้ำหล่อเย็น และนำพลังงานกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

รายละเอียดการลงทุน 

  • ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งปั๊มและระบบควบคุม ประมาณ 1.81 ล้านหยวน โดยมีระยะเวลาคืนทุน 2.09 ปี
  • ค่าไฟฟ้าในการเดินเครื่องปั๊ม ประมาณ 667,000 หยวน/ปี

ประโยชน์ต่อองค์กร

  • เพิ่มรายได้จากการขายน้ำร้อนประมาณ 1.73 ล้านหยวน/ปี
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 3,200 ตัน/ปี นำไปขายสิทธิ์การปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission Allowance: CEA) เพิ่มรายได้ประมาณ 210,000 หยวน/ปี
  • ลดการใช้น้ำประมาณ 5,800 ตัน/ปี หรือประมาณ 30,000 หยวน/ปี

 

 

 

 

 

เอกสารดาวน์โหลด

นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

© 2026 Banpu Power Public Company Limited | บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน). All rights reserved.