ประสิทธิภาพและความเชื่อถือได้ของโรงไฟฟ้า
ความสำคัญ
เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตพลังงานที่สะอาดในอนาคต BPP จึงได้กำหนดกลยุทธ์ Beyond Quality Megawatts ที่มุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจคาร์บอนต่ำโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สะอาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการขยายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีด้านพลังงาน และการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างสูงสุด โดยมีดัชนีความพร้อมจ่ายสูง ดัชนีการหยุดซ่อมต่ำ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพตามค่าที่ออกแบบไว้ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าเสรีที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งส่งมอบไฟฟ้าและพลังงานในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในช่วงการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานให้เป็นไปอย่างราบรื่น
เป้าหมายปี 2568
- ดัชนีความพร้อมจ่าย (Availability Factor) อยู่ในช่วงมากกว่าร้อยละ 85 – 90
- โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม: มากกว่าร้อยละ 90
- โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ: มากกว่าร้อยละ 85
- ดัชนีการหยุดซ่อมฉุกเฉิน (Unplanned Outage Factor) ไม่เกินร้อยละ 2.5 – 5.0
- โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม: ไม่เกินร้อยละ 5.0
- โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ: ไม่เกินร้อยละ 2.5
แนวทางการบริหารจัดการ
BPP มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเพื่อให้สามารถส่งมอบพลังงานแก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการผลิตตามขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด การซ่อมบำรุงที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด และกำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการกำกับดูแล เฝ้าระวัง ตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยง และติดตามผลการดำเนินงานโรงไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีการกำหนดเป้าหมายเพื่อใช้วัดผลการดำเนินงาน ได้แก่ ดัชนีความพร้อมจ่าย ดัชนีการหยุดซ่อมฉุกเฉิน และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ตามประเภทของโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มีเชื้อเพลิงและวัตถุดิบเข้าสู่สายการผลิตตามแผนการดำเนินงาน
BPP ได้ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม โดยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับเชื้อเพลิงหลากหลายประเภท เช่น ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ถ่านหินค่าความร้อนต่ำ และชีวมวล เป็นต้น เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตในช่วงที่ราคาถ่านหินสูง และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา จะต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรีที่มีความผันผวน อีกทั้งต้องรักษาดัชนีความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามข้อกำหนดในสัญญาและป้องกันความเสี่ยงจากการขายไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรี รวมถึงเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หรือมีการขาดแคลนกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าอื่น
BPP ได้นำมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมมาใช้ในทุกโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เพื่อให้การผลิตเป็นไปตามขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาใช้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถประยุกต์ใช้ในการตรวจวัดพารามิเตอร์ต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการสร้างความพร้อมและความมั่นคงในการผลิต
BPP มีการสื่อสารแผนการผลิตและแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรล่วงหน้ากับลูกค้า คู่ค้า และผู้รับเหมา เพื่อสร้างความร่วมมือในการทำงานอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาค่าดัชนีความพร้อมจ่ายและเสถียรภาพของโรงไฟฟ้า การบำรุงรักษาเครื่องจักรประจำปีเป็นกิจกรรมหลักที่ส่งผลต่อการรักษาสภาพเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนาน ช่วยให้สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการของลูกค้าตามแผนงานที่ตั้งไว้
การบำรุงรักษาเครื่องจักรในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจะดำเนินการตามมาตรฐานการซ่อมบำรุงที่กำหนดในแต่ละโรงไฟฟ้า โดยคัดเลือกผู้รับเหมาที่มีความชำนาญและมีการประเมินผลการดำเนินงานของผู้รับเหมาเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โรงไฟฟ้าจะเลือกช่วงเวลาที่มีความต้องการพลังงานน้อยในการซ่อมบำรุงในแต่ละพื้นที่ เช่น ช่วงก่อนเข้าสู่ในฤดูหนาวในจีนและสหรัฐอเมริกา เพื่อเตรียมความพร้อมของเครื่องจักรก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้พลังงานสูง นอกจากนี้ การซ่อมบำรุงจะหลีกเลี่ยงการดำเนินงานพร้อมกันในทุกหน่วยการผลิต เนื่องจากโรงไฟฟ้ายังคงต้องจ่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าแม้ในช่วงที่มีการซ่อมบำรุง
- ด้านการขยายกำลังการผลิตและการลงทุน
BPP มุ่งเน้นการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง มลพิษต่ำ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามกลยุทธ์ Beyond Quality Megawatts โดยเฉพาะในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีด้านพลังงาน และการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด โดยการลงทุนจะดำเนินการทั้งในรูปแบบการเข้าดำเนินกิจการโดยมีอำนาจในการบริหารจัดการโดยตรงและในรูปแบบบริษัทร่วมทุน ซึ่งในกระบวนการลงทุนจะผ่านการพิจารณาทุกมิติทั้งด้านความเสี่ยง โอกาสในการได้รับผลตอบแทน และการตรวจสอบประเด็นด้าน ESG ของโครงการ นอกจากนี้ BPP ยังให้ความสำคัญกับการพิจารณาปัจจัยด้าน ESG เช่น ราคาคาร์บอนและอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน และมีการควบคุมความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจสู่การเป็นผู้ผลิตพลังงานคาร์บอนต่ำและการให้บริการพลังงานครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ผลการดำเนินงาน
- ดัชนีความพร้อมจ่าย (Availability Factor) ร้อยละ 90.26 – 94.88
- โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ร้อยละ 94.88
- โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 90.26
- ดัชนีการหยุดซ่อมฉุกเฉิน (Unplanned Outage Factor) ร้อยละ 0.02-0.06
- โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ร้อยละ 0.02
- โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 0.06

ตัวอย่างกิจกรรมและโครงการที่สำคัญ
โรงไฟฟ้าหลวนหนานมีต้นทุนการผลิตจากถ่านหินคิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด หรือประมาณ 300 ล้านหยวนต่อปี รูปแบบการจัดซื้อถ่านหินแบบเดิมที่มีการกำหนดราคาและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดระยะเวลาของสัญญา จึงมีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของราคาตลาด คุณภาพถ่านหินที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงความเสี่ยงจากการผิดสัญญาของคู่ค้า ด้วยเหตุนี้โรงไฟฟ้าหลวนหลานจึงได้ปรับปรุงการดำเนินงานด้วย 3 แนวทาง ดังนี้
- การบริหารจัดการการจัดซื้อแบบผสมผสาน โดยดำเนินการจัดซื้อถ่านหินผ่านสัญญาระยะยาว ร้อยละ 50 เพื่อประกันปริมาณการจัดหาและลดความผันผวนของราคา ควบคู่กับการจัดซื้อผ่านการประมูลรายเดือน ร้อยละ 50 เพื่อสะท้อนราคาตลาดอย่างเหมาะสม และนำกลยุทธ์การจัดซื้อถ่านหินในช่วงราคาต่ำเพื่อนำมาใช้ในช่วงราคาสูง มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- การปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ชนะการประมูล โดยนำโมเดล ต้นทุนรวมต่อการผลิตไอน้ำ 1 ตัน มาใช้ ซึ่งพิจารณาทั้งราคาถ่านหินและต้นทุนการใช้งานจริง แทนการพิจารณาจากราคาถ่านหินต่อตันเพียงอย่างเดียว เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ
- การยกระดับการตรวจสอบคุณภาพถ่านหิน โดยนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์โครงสร้างขนาดเล็กของถ่านหิน มาใช้เพื่อตรวจจับสิ่งเจือปน เช่น ผงถ่านโค้ก ซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยตาเปล่า พร้อมทั้งปรับปรุงสัญญาให้มีบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพและลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน
วัตถุประสงค์โครงการ
- เพื่อลดต้นทุนการจัดซื้อถ่านหินและเพิ่มความคุ้มค่าสูงสุดในการผลิตไอน้ำ
- เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพในการจัดหาเชื้อเพลิงและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
- เพื่อควบคุมคุณภาพถ่านหินให้เป็นไปตามมาตรฐาน ป้องกันสิ่งปลอมปน และลดปัญหาที่อาจส่งผลต่อการเดินเครื่องจักร
ประโยชน์ที่องค์กรได้รับ
- ลดต้นทุนได้รวมสูงสุดประมาณ 14.80 ล้านหยวนต่อปี แบ่งเป็น (ทำเป็นกราฟวงกลมได้)
- ลดต้นทุนจากการจัดซื้อช่วงราคาต่ำ 9.43 ล้านหยวน
- ลดต้นทุนจากส่วนต่างราคาสัญญาระยะยาว 4.33 ล้านหยวน
- ลดต้นทุนจากการใช้โมเดลคำนวณต้นทุนต่อการผลิตไอน้ำ 1.04 ล้านหยวน
- เพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง มีหลักเกณฑ์การตัดสินผู้ชนะการประมูลที่ชัดเจนและเป็นระบบ
- เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาการจับตัวของเถ้าในหม้อไอน้ำ และช่วยให้กระบวนการเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- เป็นต้นแบบการบริหารความเสี่ยงและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ของบริษัท
โรงไฟฟ้า Temple เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2557 ส่งผลให้อุปกรณ์บางส่วนมีการสึกหรอและเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน เช่น อุปกรณ์แยกไอน้ำแรงดันสูง อุปกรณ์ระบายน้ำอัตโนมัติในระบบไอน้ำ และวาล์วต่างๆ การเสื่อมสภาพดังกล่าวส่งผลให้โรงไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น รวมถึงต้องเพิ่มการผลิตน้ำบริสุทธิ์ปราศจากแร่ธาตุมากขึ้น อีกทั้งการรั่วซึมของอุปกรณ์แยกไอน้ำแรงดันสูงยังส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าลดลง
เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โรงไฟฟ้าได้ดำเนินโครงการปรับปรุงและซ่อมแซมอุปกรณ์ในระบบไอน้ำ โดยเริ่มจากการตรวจสอบและประเมินสภาพอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ ก่อนดำเนินการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ตามความเหมาะสม เพื่อลดการระบายน้ำและไอน้ำที่ไม่จำเป็นออกจากระบบ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำและพลังงานในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ โรงไฟฟ้ายังติดตามและประเมินผลหลังการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านปริมาณการใช้น้ำ ต้นทุนการดำเนินงาน และการบำรุงรักษา
การดำเนินโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการในช่วงการหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักรประจำปี ระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2568 และยังมีการติดตามสภาพอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมการปรับปรุงในการหยุดซ่อมบำรุงครั้งถัดไป
วัตถุประสงค์โครงการ
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า
- เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำและต้นทุนการผลิตน้ำบริสุทธิ์ปราศจากแร่ธาตุ
ประโยชน์ที่องค์กรได้รับ
- ลดการใช้น้ำประมาณ 7.5 ล้านแกลลอนต่อปี (อ้างอิงอัตราการเดินเครื่องเฉลี่ย ร้อยละ 95) คิดเป็นต้นทุนประมาณ 3,000 เหรียญสหรัฐต่อปี
- ลดต้นทุนการผลิตน้ำบริสุทธิ์ปราศจากแร่ธาตุประมาณ 13,500 เหรียญสหรัฐต่อปี
- เพิ่มรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าจากการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าจากอุปกรณ์แยกไอน้ำ ประมาณ 8,000-10,000 เหรียญสหรัฐต่อปี
- ลดค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาในระยะยาว ประมาณ 35,000 เหรียญสหรัฐต่อปี
- ลดความเสี่ยงในการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน โดยเฉพาะในช่วงราคาค่าไฟฟ้าสูง
ในปี 2567 – 2568 โรงไฟฟ้า Temple ได้หยุดเดินเครื่องเนื่องจากเกิดตรวจพบการรั่วของท่อภายในหม้อต้มน้ำ ซึ่งมีสาเหตุจากการกัดกร่อนภายในท่อ จึงได้ดำเนินการซ่อมแซมโดยการอุดท่อที่รั่ว นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเพิ่มเติมยังพบอีก 34 ท่อที่มีแนวโน้มอาจเกิดการรั่วในอนาคต โรงไฟฟ้าจึงดำเนินการการอุดท่อล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการหยุดเดินเครื่องในอนาคต
จากเหตุการณ์ดังกล่าว โรงไฟฟ้าได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันปัญหาการกัดกร่อนในระยะยาว จึงได้ริเริ่มโครงการเพื่อควบคุมและลดความเสี่ยงของการกัดกร่อนภายในท่อ โดยทดลองเพิ่มการเติมแอมโมเนียเข้าสู่หม้อต้มน้ำเพื่อควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง และทดลองฉีดสารแอมมีนเพื่อสร้างชั้นฟิล์มเคลือบผิวท่อ (Film Foaming Amine: FFA) ซึ่งช่วยลดการสัมผัสโดยตรงระหว่างของไหลกับผิวโลหะของท่อ และลดโอกาสการเกิดการกัดกร่อน ทั้งนี้โรงไฟฟ้าได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง
โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการติดตั้งและทดลองระบบ FFA ในหน่วยผลิตที่ 2 ในช่วงการซ่อมประจำปีเดือนตุลาคม และสิ้นสุดการทดลองในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ผลการทดลอง สำหรับหน่วยผลิตที่ 1 มีแผนติดตั้งและทดลองระบบดังกล่าวในช่วงการซ่อมบำรุงประจำปีในเดือนมีนาคม 2569
วัตถุประสงค์โครงการ
- เพื่อป้องกันการเกิดการกัดกร่อนภายในท่อของหม้อต้มไอน้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การรั่วของท่อ
- เพื่อรักษาเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า
- เพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสียรายได้จากการหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุง
รายละเอียดการลงทุน ปัจจุบันโครงการอยู่ในระยะทดลองและประเมินผล จึงยังไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน
ประโยชน์ที่องค์กรได้รับ
- ช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมแซม ซึ่งส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการจำหน่ายไฟฟ้า โดยประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 300,000–500,000 เหรียญสหรัฐต่อวัน สำหรับการหยุดซ่อมบำรุงแต่ละครั้งซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 3–5 วัน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีได้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อประเมินอายุการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหม้อไอน้ำ โดยบูรณาการแหล่งข้อมูลหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลการเดินเครื่อง ข้อมูลการซ่อมบำรุง และข้อมูลสังเคราะห์จากแบบจำลองทางฟิสิกส์ ซึ่งระบบดังกล่าวประยุกต์ใช้ AI และ Machine Learning ร่วมกับการจำลองทางวิศวกรรม เช่น การวิเคราะห์พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (Computational Fluid Dynamics: CFD) และการวิเคราะห์องค์ประกอบจำกัด (Finite Element Analysis: FEA) เป็นต้น เพื่อคาดการณ์รูปแบบการเดินเครื่องและประเมินอายุการใช้งานคงเหลือของท่อหม้อไอน้ำ นอกจากนี้ ระบบยังมีแดชบอร์ดสำหรับติดตามผลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ พร้อมเครื่องมือจำลองออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถระบุสภาวะการเดินเครื่องที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์
- ยกระดับการซ่อมบำรุงจากรูปแบบการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุไปสู่การซ่อมบำรุงแบบเชิงรุก
- เพื่อระบุสาเหตุการชำรุดของหม้อไอน้ำและสามารถประเมินอายุการใช้งานของอุปกรณ์ได้ล่วงหน้า
- ลดการหยุดเดินเครื่องโดยไม่ได้วางแผน (Unplanned downtime) และลดต้นทุนการซ่อมบำรุงผ่านการจัดทำแผนตรวจสอบและซ่อมบำรุงอย่างเป็นระบบ
รายละเอียดการลงทุน
- ค่าใช้จ่ายการพัฒนาแพลตฟอร์มบนระบบเว็บไซต์ จำนวน 2 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายการปรับปรุงและอัปเดตแบบจำลองอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงไว้ซึ่งความถูกต้องและความแม่นยำของระบบรายปี จำนวน 2.3 ล้านบาท
ประโยชน์ต่อองค์กร
- ลดการหยุดเดินเครื่องโดยไม่ได้วางแผนจำนวน 15 ครั้ง และลดต้นทุนการซ่อมบำรุง
- ลดระยะเวลาการหยุดเดินเครื่อง ส่งผลให้โรงไฟฟ้ามีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
- แพลตฟอร์มสามารถต่อยอดประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ประเภทอื่น ๆ ได้ เช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน และภาชนะรับแรงดัน เป็นต้น
ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม
- เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการวงจรอายุการใช้งานของสินทรัพย์และยกระดับสมรรถนะของอุปกรณ์
- เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรจากการเดินเครื่องในสภาวะเหมาะสมที่สุด
ประโยชน์ด้านสังคม
- สนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการจ่ายไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการป้องกันการเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดหรือการหยุดเดินเครื่องโดยไม่ได้วางแผน

โรงไฟฟ้าเอชพีซีมีหม้อไอน้ำขนาดใหญ่ 3 หน่วย ซึ่งต้องทำงานภายใต้สภาพการใช้งานที่ท้าทายจากการใช้ถ่านหินลิกไนต์ที่มีเถ้าลอยซึ่งส่งผลให้ท่อภายในหม้อไอน้ำ โดยเฉพาะบริเวณอุปกรณ์ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนความร้อน (Economizer) เกิดการกัดกร่อนจนมีความบางลงและอาจเกิดการรั่วไหลได้ ในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวทำให้โรงไฟฟ้าต้องหยุดเดินเครื่องฉุกเฉินถึง 72 ครั้ง และสร้างความเสียหายสะสมมากกว่า 160 ล้านเหรียญสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ โรงไฟฟ้าใช้ระบบเซนเซอร์ไมโครโฟนเพื่อตรวจจับเสียงการรั่วของไอน้ำ แต่ระบบมีข้อจำกัดด้านความแม่นยำ ทำให้มักตรวจพบความผิดปกติในระยะที่ปัญหาลุกลามแล้ว โรงไฟฟ้าเอชพีซีจึงพัฒนาโครงการ Advanced Leakage Monitoring and Alerting (ALMA) ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะสำหรับตรวจจับการรั่วของท่อหม้อไอน้ำ โดยปรับปรุงการติดตั้งเซนเซอร์ในตำแหน่งสำคัญ และพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลชั้นสูงเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ (Neural Network) การกรองข้อมูลด้วยสถิติ (Statistical Filtering) และการเรียนรู้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงความสามารถในการทำงาน (Machine Learning)
ระบบ ALMA ประมวลผลข้อมูลการเดินเครื่องย้อนหลังมากกว่า 2 ปี และตัวแปรการทำงานกว่า 600 ตัวแปร เพื่อช่วยตรวจจับสัญญาณความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นส่งผลให้โรงไฟฟ้าสามารถวางแผนการซ่อมบำรุงล่วงหน้า เตรียมอะไหล่และทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งแจ้งผู้รับซื้อไฟฟ้าเพื่อเตรียมแหล่งพลังงานสำรองได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงจากการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉินและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น
วัตถุประสงค์
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับการรั่วไหลของท่อหม้อไอน้ำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- เพื่อลดการหยุดเดินเครื่องแบบฉุกเฉิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
- เพื่อสนับสนุนการวางแผนการซ่อมบำรุง การเตรียมอะไหล่ และการจัดสรรทรัพยากรได้ล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดการลงทุน
- ค่าใช้จ่ายฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ 372,000 เหรียญสหรัฐ
- ค่าบำรุงรักษา 21,000 เหรียญต่อปี
- ระยะเวลาคืนทุน 3 ปี
ประโยชน์ต่อองค์กร
- ลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.165 ล้านเหรียญสหรัฐ
- ลดค่าปรับจากการหยุดเดินเครื่อง โดยอัตราการได้รับการยกเว้นค่าปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 19 เป็นร้อยละ 48 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 528,000 เหรียญสหรัฐ
ประโยชน์ด้านสังคม
- ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยลดความเสี่ยงของการหยุดเดินเครื่องกะทันหันที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในภูมิภาค
ตามที่มณฑลซานตงได้ประกาศใช้กฎระเบียบสำหรับการเชื่อมต่อและการเดินเครื่องโครงข่ายไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “Two Rules” ในเดือนกันยายน 2566 เพื่อยกระดับความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จินซาน ฮุ่ยเหนิง และฮุ่ยเอิน หากโรงไฟฟ้าไม่สามารถปฎิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว อาจก่อให้เกิดต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นได้
BPP จึงได้ริเริ่มโครงการปรับปรุงระบบสื่อสารและระบบคาดการณ์พลังงานไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการผลิตไฟฟ้าให้เป็นตามข้อบังคับ และยกระดับความแม่นยำในการคาดการณ์พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยการดำเนินงานทางเทคนิค เช่น การปรับปรุงระบบควบคุมอุณหภูมิภายในตู้จัดเก็บข้อมูล (Cabinet Temperature) การปรับปรุงแหล่งจ่ายไฟ (CPE Power Supply upgrade) การพัฒนาระบบคาดการณ์การผลิตไฟฟ้า (Power Prediction System) และการปรับปรุงระบบสื่อสาร (Wireless transmission base station)เพื่อให้การรับ–ส่งข้อมูลมีความเสถียรและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 และแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยลดมูลค่าบทปรับตามกฎระเบียบ “Two Rules” ในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งสามแห่ง และเป็นโครงการต้นแบบสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้กับโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์อื่นๆ
วัตถุประสงค์โครงการ
- ปรับปรุงระบบควบคุมการผลิตไฟฟ้าให้เป็นไปตามข้อบังคับใหม่ เพิ่มเพิ่มเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า
- พัฒนาระบบคาดการณ์พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้มีความแม่นยำสูงขึ้น เพื่อสนับสนุนการวางแผนการผลิตและรองรับการขยายตัวของโครงการในอนาคต
รายละเอียดการลงทุน เงินลงทุนรวมประมาณ 167,082 หยวน
ประโยชน์ที่องค์กรได้รับ
- ลดบทปรับจากการไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบ Two Rules ได้ราว 451,476 หยวน
- ลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาวจากการเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์พลังงาน ยกระดับระบบสื่อสารและควบคุม ทำให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว
- สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้และขยายผลในโรงไฟฟ้าอื่น
- สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในตลาดพลังงานหมุนเวียน
ประโยชน์ด้านสังคม
- สนับสนุนภาครัฐในการปรับปรุงเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพได้อย่างต่อเนื่อง
